บทที่ 8 บทที่ 8 บอส
ขณะที่อัคคีกำลังเดินขึ้นอาคารสำนักงานก่อนจะเหลือบสายตามองเห็นหญิงสาวร่างสูงโปร่งของบุษบา ซึ่งวันนี้ดูสูงกว่าทุกวัน ทีแรกเขาเองไม่ได้ใส่ใจแต่เมื่อกวาดตามองอีกครั้งพลันสะดุดเข้ากับรองเท้าส้นสูงแบบสานพันข้อเท้า จึงไล่สายตาขึ้นไปยังใบหน้าอีกครั้ง หน้าหวานซึ้งยังคงเดิม สวยดั่งนางในวรรณคดี แต่มีบางอย่างผิดแปลกไป
คงเป็นทรงผมที่ไม่มัดรวบตึงเหมือนทุกวัน หรือเพราะเสื้อผ้า กระโปรงสั้นเหนือเข่าอวดท่อนขาเรียวยาวขาวนวล หรือจะเป็นเพราะเสียงหัวเราะหวานนุ่มเบา ๆ เมื่อกำลังฟังเพื่อนนินทา
นินทา!!
เมื่อเขาเดินเข้าใกล้จึงได้ยินเสียงของคนร่างอวบพูดขึ้นพร้อมคว้าเอวของบุษบาเข้าใกล้ จนตัวบุษบาเองหัวเราะร่วนออกมา
อัคคีเริ่มชักสีหน้าจึงเรียกเสียงดังขึ้นให้พนักงานในบริษัทรับรู้ว่าเขาได้ยินและไม่พอใจ
ร่างระหงของบุษบาไม่ได้สะดุ้งขึ้นเหมือนทุกครั้ง เธอเพียงยืดแผ่นหลังขึ้นเล็กน้อยแล้วค่อยเหลียวกลับมาสบตากับเขา
ดวงตากลมโตปนซึ้งซึ่งเหมือนจะรื้นนน้ำตาทุกครั้ง วันนี้กระจ่างใสพร้อมร่องรอยติเตียนส่งตรงมายังเขา จนอัคคีจดจ้องตอบอีกครั้งด้วยตาคมดุ
“ค่ะ บอส”
อัคคีหรี่ตาลงเล็กน้อยเพียงแวบเดียวก่อนเอ่ยเสียงราบเรียบ
“ขึ้นได้แล้ว ผมต้องการงานของช่วงเช้า”
อุณากรรณเพียงโก่งคิ้วคันศรด้านซ้ายขึ้นเล็กน้อยแล้วยกข้อมือดูเวลา ยังอีกสิบนาทีถึงจะถึงเวลาเข้างาน ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองคนร่างสูงใหญ่กว่าเดิมมากกว่าที่เธอจำได้
“ยังอีกสิบนาที?”
“แต่กว่าแพรจะขึ้นไปถึงคงเป็นเวลาเข้างานพอดี”
ร่างสูงโปร่งของอุณากรรณเริ่มตึงเครียดไม่พอใจเช่นกัน แต่เมื่อชำเลืองตามองเพื่อนใหม่แล้วได้แต่จำยอมเดินไปหาอัคคี ทำท่าโบกมือด้านหลังให้เพื่อนทั้งสองที่มองตามด้วยดวงตาหวาดกลัว
ติ๊ง!!
เสียงลิฟต์ดังขึ้นพอดีเมื่ออุณากรรณลากเท้าเข้าไปใกล้อัคคี ทำให้เธอต้องจำใจเดินตามเข้าไปในลิฟต์ด้วยกัน
แม้เวลาที่ทั้งสองอยู่ในลิฟต์ด้วยกันไม่นานนัก แต่อุณากรรณรับรู้บางอย่างชัดเจน ร่างของอัคคีใหญ่กว่าวัยหนุ่มมากจนเรียกได้ว่าเต็มแน่นด้วยมัดกล้าม และแม้ว่าเธอสวมรองเท้าส้นสูงสามนิ้ว ตัวเธอก็ยังเตี้ยสำหรับเขา ศีรษะของเธอสูงเลยไหล่ของอัคคีเพียงเล็กน้อย
กลิ่นกายชาย กลิ่นโคโลญจน์ราคาแพง และมีกลิ่นบุหรี่เบา ๆ ทำให้อุณากรรณถึงกับสะท้านขึ้น
เขามีอิทธิพลต่อเธออย่างไม่น่าเชื่อ จึงตัดสินใจเอี้ยวหน้าไปมองพลันพบว่าอัคคีเองกำลังก้มหน้าลงมองเธอเช่นกัน
“เออ บอสทานข้าวกับอะไรมาคะ”
ปากเร็วของอุณากรรณเอ่ยออกไปไม่ทันยั้งคิดก่อนจะขบริมฝีปากทำให้อัคคีหลุบตาลงมองกลีบบางสีชมพูอ่อน
“น้องแพรถามทำไมครับ”
คราวนี้เสียงทุ้มไม่ได้ดังขึ้นเสียงเหมือนตอนอยู่กลางโถง ทำให้น้ำเสียงนุ่มต่ำดั่งน้ำผึ้งอุ่น ๆ จนอุณากรรณต้องเหลือบมองหน้าแกร่งอีกครั้งอย่างห้ามตัวเองไม่อยู่
“เปล่าคะ ที่โรงอาหารเราก็อร่อยนะคะ บอสน่าจะลองไปทานดูบ้าง”
คิ้วเข้มดกหนาโก่งขึ้นมองหญิงสาวด้านข้าง วันนี้บุษบาไม่หน้าแดงและยังพูดมากกว่าเดิมอย่างน่าประหลาด ทั้งปากเล็ก ๆ สีชมพูวันนี้กลับน่าจูบจนเขาเองเกือบยั้งใจไม่ไหว
“วันนี้น้องแพรพูดเยอะนะครับ”
อุณากรรณสะดุ้งในใจแต่ยังปั้นหน้าไม่ยอมเผยพิรุธออกมา ทำเพียงยิ้มเบา ๆ แล้วหันหน้ากลับ
ติ๊ง!!
เสียงลิฟต์ดังขึ้นเมื่อถึงชั้นผู้บริหารดั่งช่วยชีวิตอุณากรรณ เธอรีบเดินนำออกไปก่อนไม่รอเจ้านายหนุ่ม เสียงรองเท้าส้นสูงดังกระทบเป็นจังหวะ อุณากรรณไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าความสนใจของอัคคีเต็มพิกัด
“คุณอัคคีมาแล้ว มีโน้ตวางอยู่บนโต๊ะนะคะ แล้วก็แฟ้มเอกสารที่ต้องเซ็น”
เสียงลิซ่าดังขึ้นและค่อยเงียบไปทีละน้อยเมื่อเลขาส่วนตัวเดินตามอัคคีเข้าไปในห้อง อุณากรรณจึงได้ลอบถอนหายใจโล่งอกออกมาก่อนจะนั่งลงบนโต๊ะของตัวเอง
ตอนนี้ไม่มีอะไรทำจึงเปิดแฟ้มงานเก่า ๆ ที่บุษบาทำโฟลเดอร์ไว้ในคอมพิวเตอร์ดูฆ่าเวลา
ภาพร่างใหญ่โตผิวสีเข้มหน้าตาคมดุแถมยังหล่อดูดีกว่าที่อุณากรรณจำได้ผุดขึ้นมาแม้ว่าเธอพยายามจะสะบัดหน้าให้หลุดออกไป ริมฝีปากหนาคู่นั้นและกรามเหลี่ยมมีเคราครึ้มเล็กน้อย อาจเพราะเป็นลูกเสี้ยวทำให้ตัวอัคคีหนวดเคราขึ้นเร็ว
ไหล่กว้างเหยียดตึง มือที่กดเลขชั้นในลิฟต์เรียวงามแต่ยังดูเป็นผู้ชายทุกส่วน
อุณากรรณ เธอต้องเลิกคิดถึงเขาได้แล้ว!!
“แพร?”
“คะ คะ พี่ลิซ่า”
“บอสเรียกน่ะ”
อุณากรรณมัวแต่อยู่ในภวังค์จนไม่เห็นว่าพี่ลิซ่าเดินออกมาจากห้องของอัคคีแล้ว
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน รีบเข้าไปสิ เดี๋ยวบอสก็โกรธหรอก”
ร่างสูงโปร่งจำใจลุกขึ้นแล้วหยิบกระดาษโน้ตพร้อมปากกาติดมือไปด้วย
ก๊อก ก๊อก
อุณากรรณไม่รอให้อัคคีเอ่ยอนุญาตผลักประตูเข้าไปด้านใน เดินด้วยความมั่นใจบนรองเท้าส้นสูงตรงไปทางโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เธอกวาดตามองอย่างเร็ว ๆ เพียงครั้งเดียวเพื่อจดจำรายละเอียด
“นั่งสิ”
“ค่ะ”
“เดี๋ยวเย็นนี้ไปรับรองแขกกับพี่นะ”
“เอะ! แต่ว่า ..”
“แต่ว่าอะไร”
“ก็แพรโน้ตไว้ให้ บอสไม่ได้อ่านเหรอคะ คุณเกรซโทรมาถามว่าเย็นนี้เป็นงานแบบไหน ให้สวมชุดอะไร แสดงว่าบอสมีคนไปด้วยแล้ว ทำไมต้องให้แพรไปด้วยอีกคะ”
คำถามรัวเป็นชุดพร้อมส่งสายตาคำถามอย่างไม่หวั่นกลัวไปยังชายหนุ่มร่างสูงตรงหน้า เอียงคอเล็กน้อยจนผมที่ยาวสยายปิดใบหน้าบางส่วนจนอัคคีมองอย่างเผลอไผลก่อนตอบออกไป
“พี่ยกเลิกนัดเกรซแล้ว ส่วนน้องแพรไม่ต้องเปลี่ยนชุด ชุดนี้ใช้ได้เลย”
อุณากรรณเม้มปาก นี่ไม่ให้เธอแย้งค้านได้เลย พูดเองเออเองเสร็จสรรพ ทั้งยังจัดแจงไม่ยอมให้เธอมีทางออก
“แต่ว่า”
“ทำไมครับ แต่ว่าอะไรอีก”
“ไม่มีอะไรคะ งั้นแค่นี้ใช่ไหมคะ”
“อ้อ ทำไมวันนี้เรียกพี่ว่าบอส ไม่เรียกพี่เพลิงเหรอครับน้องแพร”
อุณากรรณสะอึกไปนิดก่อนจะยิ้มหวานออกมากว้างเสียจนใบหน้ากระจ่างใส อัคคีเผลอมองอีกครั้งจนเกือบหลงลืมคำถามของตัวเอง
“แพรคิดว่าถ้าอยู่ในที่ทำงานควรให้เกียรติบอสค่ะ ไว้แพรจะเรียกตอนอยู่นอกเวลางานนะคะ”
เสียงอ่อนหวานดิ้นได้ของอุณากรรณทำให้อัคคีต้องขยับตัวอึดอัด จ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง
“โอ้ย!! โอ้ย!”
“บอส เป็นอะไรไปคะ”
อัคคีจู่ ๆ ก็ยกมือปิดตา ทำท่าทางเหมือนมีอะไรเข้าตาจนอุณากรรณตกใจ
“ไม่รู้อะไรเข้าตา”
“บอสไปห้องน้ำเอาน้ำล้างตาก่อนค่ะ”
“พี่ลืมตาไม่ได้”
อุณากรรณเองด้วยความเป็นห่วงเพราะดูแล้วอัคคีเองคงเจ็บจริง เขายกมือปิดไว้ไม่ยอมลืม และยังเก้ ๆ กัง ๆ ลุกขึ้น จึงจัดการเข้าไปช่วยประคอง
“ห้องน้ำไปทางไหนคะ”
อัคคีลอบยิ้มในใจ เพราะอันที่จริงบุษบาเคยเข้ามาในห้องน้ำในห้องทำงานของเขาแล้วเมื่อเข้ามาทำงานวันแรก
“มุมซ้ายสุดครับ”
มือเล็กเข้ามาประคองแขนแกร่งไว้ อัคคีแสร้งทำเป็นเดินไม่ตรงทางเพื่อให้ลำตัวเอนเอียงไปหาหญิงสาวด้านข้างกระทั่งถึงห้องน้ำ
“น้องแพรช่วยพี่ล้างตาหน่อยนะครับ”
อุณากรรณสังเกตว่าในห้องน้ำไม่ใหญ่มากนัก มีแก้วน้ำบนอ่างล้างมือจึงเปิดน้ำใส่แก้วแล้วโน้มคอของคนร่างสูงลงมากระทั่งใกล้กับแก้ว
“ระวัง ๆ ค่ะบอส”
เธอจับหลังท้ายทอยไว้ขณะที่ยื่นแก้วเข้าไปชิดขอบตา ให้อัคคีล้างตากระทั่งน้ำไหลออกมารดใบหน้า
“อุ้ย! เดี๋ยวแพรหาผ้าก่อน”
อุณากรรณมองซ้ายมองขวาจึงเห็นกระดาษอเนกประสงค์ หยิบมาเช็ดหน้าให้อัคคี
“เป็นยังไงคะ ออกหรือยัง”
“อื้อ แพรดูให้หน่อยสิครับ ยังแสบ ๆ”
อัคคีโน้มร่างลงใกล้ลืมตาขึ้นสบตาหวานกระจ่างใสที่พยายามกวาดตามอง
ตึก ตึก ตึก
อุณากรรณดวงตาไหวระริก ชีพจรเต้นรัวยามสบสายตาคมเข้มสีน้ำตาลออกดำที่มองเธออย่างค้นหา พ่วงแก้มร้อนขึ้นเพราะเลือดสูบฉีดจนแดงซ่านไม่รู้ตัว
อัคคีหลุบตาลงมองเลือดฝาดที่จู่ ๆ พลันชมพูไปทั่วแก้มนวลใส ลมหายใจของเขาเป่ารดดวงหน้างดงามและใกล้เสียจนเขาได้กลิ่นน้ำหอมที่อุณากรรณใช้แบบเบาบาง หอมกลิ่นส้มอ่อนอมเปรี้ยวและกลิ่นจัสมิน
“พี่อัคคีเหลือบตาไปทางนั้นสิคะ”
ด้วยอาการเขินอายกะทันหันทำให้อุณากรรณเองทำตัวไม่ถูกแสร้งรีบบอกให้ชายสูงใหญ่ตรงหน้าเหลือบตาไปทางอื่น นิ้วเล็ก ๆ เปิดเปลือกตาทำเป็นเขย่งตัวมองหาฝุ่นในดวงตา แต่ไม่เห็นอะไรจึงปล่อยมือแต่ถูกคนร่างสูงจับไว้เสียก่อน
“ขอบคุณมากนะครับน้องแพร พี่ค่อยยังชั่วแล้ว”
“งั้นก็ปล่อยสิคะ”
อุณากรรณกระชากมือออกมาจากมืออุ่นใหญ่จนสำเร็จรีบจ้ำเท้าออกจากห้องน้ำทันทีแล้วตรงไปหยิบกระดาษปากกาที่วางไว้บนโต๊ะเพื่อเตรียมออกจากห้อง
“เย็นนี้ไปรถพี่นะครับ”
เสียงเข้มย้ำอีกรอบก่อนที่อุณากรรณออกจากห้อง เธอจึงพยักหน้าอย่างจำใจแล้วซอยเท้าออกไปจนเกือบวิ่ง แว่วเสียงทุ้มหัวเราะเบา ๆ ด้านหลัง
อัคคีมองตามร่างโปร่งบางกระทั่งเธอปิดประตูลง จึงเดินไปยังโทรศัพท์เพื่อต่อสาย
“ชุมพล จัดการสืบเรื่องอุณากรรณแฝดน้องของบุษบา ขอภายในเย็นนี้”
“ครับบอส”
อัคคีนั่งลงหลังโต๊ะทำงานมองลายมือบนกระดาษโน้ตตรงหน้า มุมปากยกขึ้นเมื่อลายมือขยักโย้เย้ยุ่งเหยิงผิดไปจากบุษบาคนเดิม
แกล้งสลับตัวงั้นเหรอ หลอกใครหลอกได้ คิดจะหลอกคนอย่างอัคคี ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกเด็กน้อย
